RSS

ริธึ่ม กีต้าร์ ทำไม และ อย่างไร

บทนำ

เมื่อใครสักคนหยิบกีต้าร์ขึ้นมาหัดเล่น แน่นอนสิ่งที่เขาหัด เป็นอันดับแรก คือ Rhythmกีต้าร์
เมื่อใครคนนั้น เล่นกีต้าร์ ไปสักพัก จนเริ่มอยากที่จะเก่ง หรือไปโชว์ให้ผู้คน เค้าเริ่มคิดจะเป็น มือLead

โดยส่วนใหญ่ การเล่นกีต้าร์ โดยเฉพาะ rhythm เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะง่ายและ อาจจะดูไม่เท่ห์เร้าใจเมื่อเทียบกับ เวลาเราได้ชมหรือได้ฟังมือกีต้าร์โซโล่  ลีดกีต้าร์ออกมา   นักกีต้าร์ส่วนใหญ่จึงมักจะละเลยและหย่อนยาน ที่จะฝึกฝนการเล่นริธึ่มให้ได้ดีในการเล่นดนตรี สไตล์ต่างๆ
แต่แท้จริงแล้ว rhythm กับ lead กีต้าร์ ล้วนมีความสัมพันธ์ และสำคัญ ไม่แพ้กัน เพราะ หากศึกษาทฤษฎีดนตรีก็พบว่า การเล่น ริธึ่ม กีต้าร์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ประกอบด้วยการเล่น โน๊ต ในคอร์ด มากกว่าสองเสียงเป้นต้นไปในการดีด  ด้วยแพทเทิรน์ จังหวะที่ซ้ำกันหลายห้องในเพลง  ในขณะที่ลีดกีต้าร์มักจะใช้เทคนิค โซ่โล่เสียงโน๊ตออกมาแต่ละดัว แต่ก็ล้วนออกมาจากโน๊ตพื้นฐานในคอร์ด ของเพลงนั้นเช่นกัน
ปัจจุบันด้วยค่านิยมที่ให้ค่าความสำคัญของเทคนิคการโซ่โล่มากกว่าทำให้มีหนังสือตำราสอน วิธีการฝึกฝน ในการที่จะเป็นleadกีต้าร์มือหนึ่ง  ออกมามากมาย แต่สำหรับ กลวิธีการเล่น rhythm ซึ่งเป็นโครงสร้างของบทเพลงกลับหาศึกษาได้น้อยมาก หารู้ไม่ว่า บทเพลงเพราะๆระดับโลกมากมาย ล้วนมี rhythmที่นักกีต้าร์บรรจงสร้างสรรขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญ
มือกีต้าร์ร๊อค ระดับโลกเกือบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น อีริค แคลปตัน มาร์ค นอฟเลอร์ หรือ จิมมี่เพจ ล้วนรู้ความลับข้อนี้ และฝืกปรือฝีมือ ให้สามารถสรรสร้าง rhythm ที่แสนเร้าใจให้กับบทเพลงของพวกเขา จนกลายเป็นตำนานมาแล้ว


ประวัติศาสตร์ แห่ง ริธึ่ม กีต้าร์
กีต้าร์ คือเครื่อง ดนตรี ขวัญใจมหาชน ด้วยเพราะว่า มันมี น้ำหนักเบา สนนราคาไม่แพง มันจึงถูกพัฒนาและเติบโต ไปกับดนตรีอเมริกันมาตลอด ตั้งแต่โฟลค์ คันทรี  ผู้คนคิดค้นวิธีเล่นริธึ่ม ที่จะให้เสียงออกมา รองรับเสียงร้องที่แสนไพเราะ  ต่อมามันถูกนำเข้าไปใช้ในดนตรีแจ๊สบิ๊กแบนด์ ต่อขยายเสียง จนกำเนิด ดนตรีร๊อค  วิธีการเล่น ริธึ่ม ก็มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ  นั่นคือเรื่องราวอย่างย่อ มาดูการ์เล่นใน แต่ละ สไตล์กัน


Traditional Folk and Country
ในยุคบุกเบิก  การสตรัม คอร์ดแบบเปิด(open chord) ตามจังหวะโน๊ต ตัวดำ ในหนึ่งห้อง คือพื้นฐาน การใช้เสียงเบส นำเสียงคอร์ด หรือ passing note ไปสู่คอร์ด ต่อไป เป็นเทคนิคที่ยอดนิยมในยุคนั้น

 
Leave a comment

Posted by on 15/04/2012 in All about Rhythm Guitar

 

3.จ้าวแห่ง เมโทรนอม(ต่อ)

ขั้นตอนการ ฝึก3. (ความเร็ว เร็วกว่าปกติสองเท่า)
1.ไล่C major scale โดยเปิดเมโทรนอมที่ความเร็ว 100 bpm โดยดีดโน๊ตแต่ละเสียงตามคลิก และ อีกหนึ่งตัวในช่วงว่างระหว่าคลิกด้วย นับ1-2-3-4 ทุกครั้งที่ดีดไปด้วย (เหมือนเล่นโน๊ตเขบ็ต)
2.หลังจากคล่องแล้ว ลดความเร็วลงที่ 50 bpm ดีดโน๊ตแต่ละเสียงตามคลิก และ อีกหนึ่งตัวในช่วงว่างระหว่าคลิกด้วย นับเช่นเดิม
3.ปรับเร่งความเร็ว ไปที่200-2400 bpm ดีดโน๊ตแต่ละเสียงตามคลิก และ อีกหนึ่งตัวในช่วงว่างระหว่าคลิก ถ้าไม่ทันลดความเร็ว เมโทนอมจนกว่าจะ สามารถทำได้ ในข้อนี้ที่ สปีดเร็ว การปฎิบัตฺให้ ถูกต้องได้เสียงชัดเจน อาจเป็นไปได้ยาก ต้องอาศัยการฝึกฝน สามารถใช้ปิ๊กช่วยได้แทนการใช้นิ้วดีด
ขั้นตอนการ ฝึก4. ข้อนี้ใช้ทางนิ้ว และความเร็วแบบเดียวกับ แบบที่สาม แต่ให้เริ่มต้นจังหวะหนึ่ง ที่บีตยก ก็คือจังหวะระหว่างคลิก และให้บีตที่สองเป็นจังหวะเดียวกับเสียงคลิกแทน  การฝึกแบบนี้จะขัดกับแนวทางเพลงป๊อบทั่วไป   ในขั้นตอนการฝึกนับ อาจจะทำโดย การตบจังหวะกับหัวเข่าให้ตรงกับเสียงคลิก
และเมื่อจะเริ่มนับ จังหวะที่มือลอยสูงขึ้นสุดบนอากาศ ให้เริ่มการนับหนึ่ง จังหวะมือตกที่หัวเข่าจึงนับสอง เป็นการฝึกนับให้คุ้นชิน ก่อนเล่นกับเครื่องดนตรี


แบบฝึกที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การwarm up ให้เกิดความคุ้นชิน แต่การจะสร้างบีต ที่หนักแน่นมั่นคงเที่ยงตรง สำคัญที่สุดคือเราต้อง ฝึกสร้างมันขึ้นมาเอง โดย ค่อยๆ ถอด เสียงเมโทรนอมออกจาก จังหวะที่เราเล่นเริ่มด้วยแบบฝึกจริง ตามขั้นตอนดังนี้

แบบฝึกสร้างจังหวะ ในตัวนักเบส

ในแบบฝึกสร้างจังหวะนี้ รูปแพทเทิร์นรูปเดียว แต่ต้องฝึกให้เก่ง ถึง สี่แบบ ซึ่งกว่าจะทำได้สลับไปสลับมา อาจต้องใช้เวลาร่วมเดือน แต่รับรองว่า จังหวะที่แน่นอนและมั่นคงจะเกิดขึ้นกับตัวผู้ฝึกแน่นอน  หลักการก็คือ หนึ่งคลิกจนถึงคลิกถัดไป เล่นให้ได้สี่โน๊ต
ไม่ว่าจะเป็นนักเบส มือเก่าหรือมือใหม่ เวลาเริ่มการฝึก  ให้ตั้งเมโทรนอมให้ช้าสักหน่อย แค่30-50 bpm ตามความถนัด     พยายามให้โน๊ตทั้งสี่ตัวที่ดีดมีระยะห่างเท่าๆกัน  แรกๆมันอาจไม่เท่ากันบ้างค่อยๆปรับ ไม่ต้องรีบ และไม่ต้องเครียด เวลาและความเคยชินเท่านั้น อาศัยปริมาณการฝึกฝน อย่างเดียว   จนสุดท้าย เมื่อจังหวะเกิดที่เรา ก็จะไม่พะวงกับคลิกต่อไป ว่าจะทันหรือพอดีหรือไม่  เมื่อเริ่มถนัด เสียงเบสแต่ละครั้งจะเริ่ม ชัด แน่น และ มั่นคง จนผู้ฝึกสังเกตได้เอง

แบบ a เริ่มเล่นที่คลิกที่หนึ่ง ที่จังหวะหนึ่ง ข้อนี้จะปฎิบัติ ง่ายที่สุด
แบบ b ให้คลิกลงที่โน๊ตตัวที่สอง  ซึ่งแสดงว่าต้องเล่นโน๊ตตัวแรกก่อนเสียงคลิก ข้อนี้มีความยากที่สุด ในการกะ แนะนำให้เริ่มต้นฝึกนับเฉยๆ ก่อน ยังไม่ต้องจับเบส เริ่มนับพร้อมคลิกที่ 2-3-4-1-2-3-4-1-2-3-4-1 จนรู้สึกสบายไม่เร่งไม่เครียด  จึงเน้นเสียงนับที่ จังหวะ1 แต่ยังคงให้ตกคลิกที่สองอยู่   ทำไมถึงยากที่สุด? เพราะเซนส์ของจังหวะส่วนใหญ่ จะไม่ตกที่จังหวะยก ซึ่งแบบสองนี้จะขัด กับความรู้สึกพอสมควร
แบบ c แบบนี้มีความยากพอสมควร แต่ไม่ยากเท่า แบบb เพราะ เซนส์ของมนุษย์ทั่วไป จังหวะสาม ในเพลงป๊อบ ก็ยังเป็นจังหวะตก  เวลาฝึกก็เริ่มนับ 3-4-1-2-3-4-1-2-3-4 ไปเรื่อยๆ ให้ คลิกตกที่3  แต่อย่าลืมเน้นเสียงที่ 1
แบบ d อาจดูยากที่สุด แต่เนื่องจากใกล้กับหนึ่ง ก็มีความง่ายซ่อนอยู่ เพียงแต่อย่าให้คร่อมจังหวะ เพราะมือใหม่มักจะพลาดเข้าหาบีต นับไปเรื่อยๆมักตะเผลอตกคือบีตหนึ่งทุกที เวลานับคลิกให้เริ่ม 4-1-2-3-4-1-2-3-4 เช่นกัน

การฝึกแบบฝึกนึ้ อาจใช้เวลาเป็นเดือนถึงคล่อง ก็ไม่ต้องท้อ ให้อดทนกับความเบื่อ และความขี้เกียจ เพราะว่าเมื่อผ่านไปได้ ฝีมือจะพัฒนาไปมาก  หากสังเกตสิ่งที่เล่นได้ก็จะพบว่า แต่ละแบบฝึก a b c d ให้ groove ที่ไม่เหมือนกัน
โดยเฉพาะการเล่นในจังหวะยก จะพบได้เสมอ ในบทเพลงยากๆ เช่น  แจ๊ส  ฟังค์ ฟิวชั่น โปรแกรซีฟร๊อค  ดังนั้น ฝึกแบบนี้แบบเดียว ก็จะได้เบสิค ของการนับ และการเล่นจังหวะแบบยากๆ ไปในตัวดัวย  เมื่อพื้นฐาน”time” ดี  การจะเริ่มต้นเล่นอะๆไรยากขึ้น สลับซับซ้อนในทางเบส ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้
เห็นรึครับยังว่า การฝึกกับเมโทรนอม ไม่ได้แค่ดีดตามแบบโง่ๆ หรือเล่นกับความ เร็วแค่นั้น มันยังมีความซับซ้อนในการฝึกอยู่  แม้ว่าไม่มีลูกสวยๆ ลูกหวือหวา ให้คนดู คนฟัง สังเกต
แต่ขอให้ตั้งใจ เริ่มอย่างช้าๆ แล้วทางเิดินนักเบสของท่านจะยิ่งมั่นคง  เอาไปต่อยอดพลิกแพลงไปได้มหัศจรรย์และหลากหลาย

แก่นของเบส คือ” ความแม่นยำ”  ความแม่นยำใน” rythms ” คือเบส

 
Leave a comment

Posted by on 15/04/2012 in To be the great Bassist

 

2.จ้าวแห่ง เมโทรนอม

Metronome คืออุปกรณ์สำคัญที่สุดของยอดนักดนตรี โดย เฉพาะอย่างยิ่งมือเบส  มันเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้คุณฝึก  เซนส์ด้านจังหวะให้แม่นยำ และ คงที่ สม่ำเสมอตลอด
“focus practice with a metronome” ท่องไว้ให้ขึ้นใจ

น้กเบส ต้องมีความสามารถดุจหุ่นยนต์ นั่นคือ ความแม่นยำของแต่ละจังหวะ ในห้อง และต่อเนื่องตลอดทั้งเพลง  นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เมโทรนอมจึงจำเป็น ในการฝึก เซนส์เรื่องความแม่นของจังหวะ นั้นเกิดจากการเิดินของจังหวะจากนาฬิกาภายใน ของนักดนตรี ซึ่งไม่ได้มาได้ด้วยความแม่นจากพรสวรรค์ แต่แม่นจากการฝึกฝนเท่านั้น  เราจึงต้องฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อให้ สมอง และ ใจ จดจำจังหวะเข้าไว้ในตัว การฝึกนี้ต้องทำให้สม่ำ่เสมอเพื่อให้เกิดผลที่เที่ยงตรงตลอดการเป็นนักดนตรี      เมื่อฝึกฝนจนความสามารถนี้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใด จะเป็นสถานที่ที่มีจังหวะอื่นหรือเสียงรบกวนเข้ามามากมาย  นาฬิกาภายในนี้ จะยังเดินอย่างมั่นคงให้จังหวะเราได้ตลอด
ลองนึกสภาพในวงที่ต่างคนต่างจังหวะ และไม่มีใครมีนาฬิกาภายในที่แม่นยำเลย การเล่นที่สอดประสานและต่อเนื่องกัันคงเป็นไปได้ยาก   ดังนั้นก่อนจะเริ่มการฝึกเครื่องดนตรีใด  จงเสียเวลาสักนิดให้กับการฝึกด้วยเมโทรโนม เป็นหลายๆชั่วโมงในตอนแรก
แล้วdrum machineหละ? ในปัจจุบัน เทคโนโลยีอย่าง กลองไฟฟ้า หรือโปรแกรมกลองหาได้ไม่ยาก แต่ก็ยังไม่ดีเท่าการซ้อมด้วย เมโทรนอม  เพราะว่าถึงแม้โปรแกรมกลองจะให้เสียงที่น่าสนใจกว่า  แต่ด้วยเสียงที่ยิ่งหลากหลายซับซ้อน โอกาสที่เราจะสร้าง จังหวะเบสิกขึ้นในตัวกลับทำได้ยากกว่าเสียงคลิกธรรมดาของ เมโทรนอม   ฝึกกับกลองไฟฟ้าเพราะๆ หรือการตีที่ซับซ้อน จึงกลายเป็นว่าทำให้คนเบสสร้างจังหวะในตัวได้ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร
แบบฝึกที่1
ขั้นตอนการ ฝึก1. (เริ่มด้วยแบบช้า)
1.ไล่C major scale โดยเปิดเมโทรนอมที่ความเร็ว 100 bpm โดยดีดโน๊ตแต่ละตัวคลิกเว้นคลิก  (จะได้จังหวะลดลง) นับ1-2-3-4 คลิกเว้นคลิกไปด้วย
2.หลังจากคล่องแล้ว ลดความเร็วลงที่ 50 bpm ดีดคลิกเวลาคลิกเช่นเดิม คุณจะพบว่ามันช้ามาก ฝึกจนคล่อง
3.ปรับเร่งความเร็ว ไปที่200-2400 bpm ดีดคลิกเว้นคลิกเช่นเดิม ให้คล่อง อย่าเกร็ง ปล่อยให้ร่างกายจดจำจังหวะ

ขั้นตอนการ ฝึก2. (ความเร็วปกติ จะเร็วกว่าแบบช้าหนึ่งเท่า)
1.ไล่C major scale โดยเปิดเมโทรนอมที่ความเร็ว 100 bpm โดยดีดโน๊ตแต่ละเสียงคลิก นับ1-2-3-4 ทุกคลิกไปด้วย
2.หลังจากคล่องแล้ว ลดความเร็วลงที่ 50 bpm ดีดตามเสียงคลิกทุกคลิกเช่นเดิม
3.ปรับเร่งความเร็ว ไปที่200-2400 bpm ดีดทุกครั้งที่คลิกให้ทันเช่นเดิม ให้คล่อง หากไม่ทั้นจริงๆ ให้ลดความเร็ว เมโทรนอมลงได้

เคล็ดลับ : ทำซ้ำๆ ทำช้าๆ ใจเย็นๆ ตั้งสมาธิ  แรกๆให้ใช้หูฟังเสียงที่เราเล่นและเสียงคลิกให้แม่น , ทางนิ้ว major scale มีหลายแบบหลายตำแหน่ง เปลี่ยนได้ถ้าเบื่อ จะได้ไม่ซ้ำซาก
ผลที่ได้ : การเคลื่อนไหวนิ้วคล่องขึ้น นับห้องได้มั่นคง ร่างกายจะค่อยๆแม่นจังหวะ กว่านักดนตรีเบสคนอื่น  หากใช้เวลาฝึกนานพอ
รับประกัน ฝึกเบสิกนี้ดีๆ ทุกวัน วันละชั่วโมง หนึ่งเดือน เห็นผล  ภาษาชาวบ้านเรียก”หนึบ”

link:ที่น่าสนใจ http://blog.music-made-easy.com/how-to-practice-with-metronome

 
Leave a comment

Posted by on 15/04/2012 in To be the great Bassist

 

1.ศิลปะ ของการ เป็น มือเบส ที่ดี

เกริ่นนำ

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า ” เล่นเบสนั้นง่ายกว่ากีต้าร์ ” หากเป็นสมัยยี่สิบปีก่อน วงการเพลงไทย ประกอบด้วยเพลงป๊อบ จังหวะ4/4เป็นสำคัญ  เบสในยุคนั้น แค่เล่นคุมจังหวะ ด้วย noteที่เป็น ROOT ของทางเดินchord   นักดนตรีส่วนใหญ่ ฝึกดนตรีจากการแกะเพลงเอาจากในเทป ไม่มีโรงเีรียนดนตรีดีๆ  มือเบสส่วนใหญ่ล้วนเริ่มมาจากการเล่นกีต้าร์ก่อน ประโยคที่ว่านั้นคงยังจะถูกต้อง (เพลงไทยดังๆสมัยนั้นส่วนใหญ่อาจแต่งโดยนักกีต้าร์และนักเปียนโนด้วยซ้ำ)
แต่ในยุคสมัยเดียวกันนั้น ดนตรีสากลที่มีกำเนิดมาจากตะวันตกเอง กลับมีดนตรีหอีกลายหลายแนว นอกจาก pop หรือ rock ที่มาฮิตถล่มทลายในไทย  ไม่ว่าจะเป็น funk ,disco ,raggae ,jazz ซึ่ง อาศัยทักษะและการฝึกฝน ของนักดนตรีทุกตำแหน่ง อย่างโดดเด่น  เราจะพบว่าทาง เบส ในดนตรีแบบนั้นกลับไม่ได้ง่ายเลย
จนมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่นักดนตรีไทย มีโอกาสได้รับความรู้ ได้ศึกษาดนตรีสากล ที่เป็นแบบแผนขึ้น ดนตรีที่นิยมไม่ได้มีแต่ popง่ายๆ หรือ Rock ง่ายๆเสมอไป นับเป็นนิมิตรหมายอันดี ที่เบส ในเพลงไทยหลายๆเพลง มีความซับซ้อน มีทางนิ้วและจังหวะที่ไม่ธรรมดา   นั่นแสดงว่า คนเบสได้รับการยอมรับมากขึ้น  ในขณะเดียวกัน คนเบสที่เก่งๆ เป็นมืออาชีพ นั้นมีน้อยกว่าคนกีต้าร์ ทุกยุคทุกสมัย  แล้วคุณหละ จะแค่เล่นเบสธรรมดา หรือ จะก้าวข้ามขั้นเข้าสู่ ยอดฝีมือ อยู่ที่การฝึกฝนแล้วหละครับ

บทเริ่มต้น “ทักษะหลัก”

การรักษาจังหวะ คือ แก่นแท้ของ นักเบส ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่านี้ แม้ว่าเบสจะมีหน้าที่มากมายในเพลงหนึ่งเพลง แม้ว่าสิ่งต่างๆ ที่คนในวงมักจะต้องการจากมือเบส นั้นมีมากมายตัวอย่างเช่น
-เป็นตัว กำหนด root หรือทางคอร์ด
-เป็นตัว พื้นฐาน รองรับ เมโลดี้
-ต้องมีความความสมดุล ทั้งหน้าที่ และ ความคิดสร้างสรร ในบทเพลงนั้นๆ
-มีเทคนิคต่างที่ จำเป็น ตามความต้องการ ของแต่ละแนวดนตรี ของวงนั้นๆ
-เมื่อเล่นแล้ว เสียงเบสของเขา ช่วยส่งเสริม ให้ดนตรีน่าฟังขึ้น
แต่ เหนือสิ่ง อื่นใดหาก คนเบส ไม่มีสิ่งสำคัญที่สุดคือ  “time”และ “Groove” เสียแล้วละก็ เรียกได้เลยจบสิ้นแน่นอน เพราะถ้าคุณไม่สามารถคุมจังหวะ ทั้งหมดให้อยู่หมัดแล้วละก็  คุณจะทำทุกอย่างพังหมด   ไม่ว่าจะเป็นเพลงช้า หรือเพลงเร็ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “time”

สิ่งที่ต้อง เตือนใจ ตัวเองเสมอ แม้ว่าผู้ชม หรือผู้ฟัง จะมองข้าม และไม่เคยตระหนักใน วิถี “timekeeping” ของนักเบส แต่ตัวเราเอง จะต้องเคารพในภาระหน้าที่อันสำคัญนี้  ให้มากกว่า ลีลาท่าทางสุดเร้าใจ เทคนิคอันแสนแพรวพราว หรือ อุปกรณ์ขั้นเทพ   จงอย่าเสียเวลาไปกับเสื้อผ้าหน้าผม จนหลงลืมสร้างฝีมืออันแท้จริงให้เกิดขึ้น  เพราะภาพดีๆเจ๋งๆมันอาจจะลวงตาผู้ฟังผู้ชมได้ก็เพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น
“time keeping” คือวิถีและเคล็ดวิชาที่ต้องหมั่นฝึกซ้อม และพัฒนา นั่นคือความแตกต่างระหว่างนักดนตรีเบสอาชีพที่ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีได้อย่างงามสง่าและยาวนาน กับคนไร้ฝีมือตัวปลอมนั่นเอง

 
Leave a comment

Posted by on 15/04/2012 in To be the great Bassist

 

DKW RT 125

DKW RT 125
มอเตอร์ไซด์เยอรมันรุ่นเล็กคันนี้ เกิดขึ้นในปี1939 โดยผู้ก่อตั้งDKW คือ JORGE SKAFTE RASMUSSEN ต้องการสร้างมอเตอร์ไซด์ที่ใช้งานง่าย ทน ไม่ซับซ้อน และ คล่องตัว จึงมอบหมายให้ Harman Weber ควบคุมการผลิตRt125 เป็นแบบเครื่องสองจังหวะ
ตอนนั้นวงการมอเตอร์ไซด์ยุโรปเชื่อกันว่า เครื่องยนต์ 2 จังหวะแบบเดิมๆ คงใกล้กาลอวสาน เพราะไม่สามารถพัฒนาต่อไปอีกได้แล้ว นอกจากนั้นโรงงานผลิตหลายแห่งยังเชื่อมั่นเครื่องยนต์ 4 จังหวะมากกว่า และในที่สุด DKW ก็แหกกฎด้วยการสร้างระบบซูเปอร์ชาร์จให้กับเครื่องยนต์ 2 จังหวะเมื่อปี 1920 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า “ดีคส์” (Deeks) หลายต่อหลายคนวิจารณ์ว่าสมรรถนะของมันเยี่ยมมาก แต่เสียงดังพิกล

อย่างไรก็ตามแม้จะมีเสียงค่อนแคะเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องยนต์รุ่นที่ว่า ค่อนข้างใหญ่และดูเทอะทะ ไม่เหมาะสำหรับสนามประลองความเร็ว
แต่จากรูปลักษณ์ของมันเป็นแรงบันดาลใจให้รถมอเตอร์ไซด์ ขนาดเล็กเกิดขึ้นตามมาอีกหลายต่อหลายยี่ห้อ (ไม่เชื่อไปดูMZ RT125 หรือ YAMAHA YA-1 ช่วงปี1955 – 1956)

http://vintageveloce.blogspot.com/2012/02/legacy-of-dkw-rt-125-origins-of.html
ต่อมาปี 1951 ระบบซูเปอร์ชาร์จในมอเตอร์ไซด์ถูกกำหนดเป็นข้อห้ามโด ยสมาพันธ์แข่งรถจักรยานยนต์นานาชาติ หรือ FIM  ความรุ่งโรจน์ของมันจึงต้องจบลง

 
Leave a comment

Posted by on 11/04/2012 in Motorcycle legend

 

Moto Guzzi Condor


Moto Guzzi  รถแข่งอิตาลีแท้ๆที่มาพร้อม ไฟหน้า แผ่นติดป้าย สตาร์ทเท้า ทำให้สามารถใช้ขับขี่บนท้องถนนได้จริง Condor 500 ผลิตขึ้นในปี 1939 หลังจาก กุซซี่เข้าสู่สนามแข่งเต็มตัวไม่กี่ปี ก็ทุ่มทุนเพื่อความเป็นหนึ่งทั้งการโฆษณา และสมรรถนะของรถแข่ง  โดยเครื่องตัวแรงเป็นรุ่นแข่งให้ชื่อว่า gran turismo corsa ในขณะที่ตัวCondor เป็นรุ่น น.น.เบาลงมา ใช้เฟรม แบบเดียวกับตัวแข่ง  วางเครื่องสูบเดียวนอน ตัวรถน้ำหนักเบาแค่140kg ทำกำลังขับได้ถึง28แรงม้า  ทำความเร็วได้160km/hr  วางขายที่11,000ลีรห์ ถือว่าแพงมากในขนาดเครื่องครึ่งลิตร ในปี1939

 
Leave a comment

Posted by on 11/04/2012 in Motorcycle legend

 

Triumph speed twin 500

ย้อนไปปี1902 ที่อังกฤษ Siegfried Bettmann และ Mauritz Schultre ได้สร้างมอเตอร์ไซดแบบง่ายๆ โดยเอ​าเครื่องยนต์ ยี่ห้อMinerva300ccติดตั้งลงบนจ​ักรยาน แล้วตั้งชื่อมันว่า triumph-minerva เพื่อผลิตออกขาย

จนปีต่อมาทั้งคู่จึงเริ่มสร้างเฟร​มสำหรับรถมอเตอร์ไซด์และเครื่องยนต์ขึ้นเอง แผนงานนี้สำเร็จในปี1905  โดยผลิตเป็นเครื่องยนต์สูบเดียว สี่จังหวะ 360cc  ออกแบบโดย Charles Hathaway   Triumphรุ่นนี้ ได้ถูกนำออกขายและพัฒนาขนาดเครื่องยนต์ ให้กระบอกสูบใหญ่ขึ้​นมาเป็น 600cc  ทำให้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคสูงมาก  ถึงกับต้องขยายโรงงานและจ้า​งคนงานเพิ่มเป็น 300คน ทำยอดการผลิตออกมามากถึงปีละ 30,000คัน

แต่แล้วเมื่อเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิ​จ ในปี1929  กิจการโรงงานมอเตอร์ไซด์ triumphกลับได้พยายามฮึดสู้ต่อ โดยสร้างเครื่องสูบคู่ 650ccออกมา  จนกระทั่งในปี1932 Triumphได้ก็ร่วมมือกับ Jack Sangster และวิศวกรคู่ใจ Edward Turner ผู้สร้างชื่อเสียงมาแล้วกับ​มอเตอร์ไซด์ยี่ห้อAriel  ทั้งคู่ย้ายมาอยู่กับ Triumph แล้วผลิตเครื่องยนต์ Speed-twin 500cc ออกมาในขนาดย่อมเยาว์ เครี่องยนต์นี้สามารถให้กำลังสูงถึง 27แรงม้า เมื่อนำเครื่องมาวางลงบนตัวถังแบบเฟรมเดี่ยว จึงได้รถที่มีน้ำหนักเบาเพียง 160 kg ทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุด ทะลุ​ 145km/hr ซึ่งนับว่าเร็วมากในสมัยนั้น

 
Leave a comment

Posted by on 14/07/2011 in Motorcycle legend